สิ่งที่หนึ่งที่ผมค้นพบในการอ่านนิยายหลายๆ เรื่องมาตลอดการดำรงตนเป็นนักอ่านที่ดีนั้น คือการได้ค้นพบว่า "โรคนอนไม่หลับ" นั้นไม่มีอยู่จริง สิ่งที่เรียกว่าการนอนไม่หลับนั้นผมว่าน่าจะมาจากอาการทางจิตของเรามากกว่า ไม่ได้หมายความว่าคนนอนไม่หลับเป็นโรคจิตนะครับ แต่ผมเชื่อว่าการนอนไม่หลับนั้นมาจากจิตใจของเรามากกว่าที่ไม่ยอมนอน ไม่ใช่ร่างกายที่ไม่ยอมหลับยอมนอน
จากการศึกษาที่ผมไปเปิดอ่านผ่านๆ มา เค้ากำหนดลักษณะของ "การนอน" เอาไว้แบบนี้ครับ
1. ตาทั้งสองข้างอยู่ในลักษณะปิด
2. หากเป็นไปได้ จะต้องอยู่ในท่าที่นอนราบไปกับพื้น
3. จะต้องไม่ได้ยิน(ไม่รับรู้)ถึงเสียงใดๆ ยกเว้นหากเสียงนั้นเป็นเสียงซึ่งดังมาก
4. การหายใจต้องเป็นไปอย่างเบาๆ นุ่มนวล และเป็นจังหวะ
5. กล้ามเนื้อจะคลายตัวอย่างสมบูรณ์แบบ หากนั่งหลับมีสิทธิ์ตกจากเก้าอี้ลงมาได้ในกรณีหลับลึก
6. ในขณะที่หลับ เราจะเปลี่ยนท่าประมาณ 1 - 2 ครั้งต่อชั่วโมง เนื่องจากร่างกายจะได้ไม่ถูกทับ กด ทำให้ระบบการหมุนเวียนติดขัดมากเกินไปจนเป็นอันตราย
ข้อแตกต่างระหว่างการหมดสติ และการนอนหลับก็คือ การนอนหลับสามารถ "ปลุก" ได้ หากมีตัวกระตุ้นที่ดีพอ เช่น การเขย่าตัวแรงๆ หรือตะโกนดังๆ
สิ่งหนึ่งที่สัตว์ป่าไม่มีเหมือนมนุษย์ในเรื่องการนอนก็คือ สัตว์ป่าไม่สามารถนอนอยู่ในสภาพไร้สติแบบเราได้นานถึง 8 ชั่วโมงในแต่ละวัน สัตว์เลื้อยลาน นก และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมต่างก็นอนหลับด้วยกันทั้งนั้นในสภาพที่ไร้สติต่อสภาวะแวดล้อมรอบตัว แม้กระทั่งปลาเองก็ลดระดับการระมัดระวังตัวลงในขณะที่หลับเช่นกัน แต่การหลับของปลานั้นไม่อยู่ในสภาวะที่ไร้สติเฉกเช่นสัตว์ที่มีกระดูกสันหลัง ในขณะที่แมลงนั้นไม่เคยหลับเลย แต่จะอยู่ในสภาพที่อยู่เฉยๆ ทั้งกลางวันและกลางคืน ปลาวาฬและปลาโลมาในขณะที่หลับอยู่นั้นจะหายใจอย่างมีสติครบถ้วน ดังนั้นสมองของพวกมันจึงหลับเป็นบางส่วนเท่านั้นเอง
พูดถึงเรื่องความฝัน
เค้าบอกว่าจากการวัดคลื่นสมอง สัตว์เลื้อยคลานไม่เคยฝันเลย นกฝันบ้างเป็นครั้งคราว และสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนมนั้นฝันประจำในขณะที่กำลังหลับอยู่ มีเรื่องที่น่าสนใจอยู่เรื่องหนึ่งคือ วัวนั้นสามารถหลับได้ทั้งๆ ที่ยืนอยู่ แต่จะฝันก็ต่อเมื่อมันล้มตัวลงนอนแล้วเท่านั้น
คนที่ตื่นแล้วและกำลังผ่อนคลายจะสร้างคลื่นสมองที่เรียกว่า Alpha waves ซึ่งวิ่งวนเป็นวงกลม 10 รอบต่อวินาทีด้วยความเร็วที่เสถียร และคนที่ตื่นแบบเต็มตัว(ตาสว่าง)นั้นจะมี Beta waves ซึ่งวิ่งด้วยความเร็วเป็น 2 เท่าของ Alhpa waves
สำหรับคนที่กำลังนอนอยู่นั้นจะมีคลื่นสมอง theta และ delta waves ซึ่ง theta นั้นจะวิ่งด้วยความเร็วที่ระดับ 7 - 3.5 รอบต่อวินาที ในขณะที่ delta นั้นจะวิ่งอืดๆ อยู่ที่ 2.5 และต่ำกว่านั้น ต่อวินาที ยิ่งคนเราหลับลึกเท่าไหร่ คลื่นสมองเหล่านี้นั้นก็จะยิ่งทำงานช้าลงเท่านั้น
คุณรู้จัก REM : Repid Eye Movement หรือไม่?
REM คืออาการที่พบในขณะที่นอนหลับ คือการกรอกลูกตาไปมาอย่างรวดเร็วในขณะที่เปลือกตายังคงปิดอยู่ หากคุณเคยสังเกตคนที่กำลังนอนหลับ หรือสุนัขที่กำลังนอนหลับอยู่มนขณะทีเกิดอาการ REM กล้ามเนื้อแขน หรือขา อาจจะมีการกระตุกด้วยเช่นกัน เราเรียกช่วงของการหลับแบบไม่มี REM ว่า NREM : non-REM นั่นเอง
ในขณะที่เรากำลัง "ฝัน" จะมีอาการ REM ปรากฏขึ้นมา หากลองปลุกคนที่กำลังเกิดอาการ REM อยู่ เขาจะจดจำความฝันได้อย่างพร่าเลือน ในขณะที่หากเราปลุกคนที่กำลังหลับอยู่ในช่วง NREM ขึ้นมา จะพบว่าเขาไม่ได้ฝันอยู่
คนเราควรจะมีช่วงการนอนแบบ REM 25% และที่เหลือเป็น NREM พูดง่ายๆคือ เราควรจะฝันซะอย่างนอนคืนละ 5 - 30 นาทีนั่นเอง
หากคนเราไม่ได้นอน
หากคนเราไม่ได้นอนซัก 1 วันจะเกิดอาการหงุดหงิดง่าย เชื่องช้า และในขะเดียวกันก็อาจจะตื่นตัวเต็มที่เพราะการตื่นเต้นหรือรอคอยอะไรสักอย่าง(เช่นคืนวันก่อนทำงานใหญ่ๆ)เป้นเพราะต่อมอะดรีนาลีน
หากคนเราไม่ได้นอนติดๆ กัน 2 วัน สมาธิจะกระจุย ความใส่ใจจะขาดกระเจิง และความผิดพลากจะทวีคูณ
หากคนเรายังดึงดังที่จะไม่นอนติดๆ กัน 3 วัน อาจจะเกิดอาการหลอน การคิดการอ่านอย่างแจ่มใสนั้นเป็นไปไม่ได้เลย หนูที่ถูกบังคับให้ตื่นตลอดเวลาผลสุดท้ายก็ตายไป นี่เป็นข้อพิสูจน์ว่า การนอนนั้นสำคัญมาก นอกจากนี้การนอนยังส่งผลต่อการเจริญเติบโตของเด็กทารกด้วย
ทำไมเราต้องนอน?
ไม่มีใครหรอกที่รู้แน่ชัดว่าทำไมเราถึงต้องนอน แต่ก็สามารถสรุปเป็นทฤษฏีได้เป็นข้อๆ ดังนี้
1. นอนเพราะให้ร่างกายซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ เช่นกล้ามเนื้อ หรือเนื้อเยื่อ เปลี่ยนเซลล์ที่ตายหรือหมดอายุทำงานแล้ว
2. นอนเพื่อให้สมองจัดการกับระบบความทรงจำ ความฝันเกิดขึ้นเมื่อเราอยู่ในระหว่างกระบวนการนี้
3. นอนเพื่อรักษาพลังงานเอาไว้ นี่เองเป็นเหตุให้เรากินอาหารเพียงแค่สามมื้อ ไม่ใช่ 4 หรือ 5
4. เป็นการชาร์จสาร adenosine ที่อยู่ในสมอง ซึ่งสารตัวนี้เองที่ทำหน้าที่ที่ยังคงเป็นความลับในสมองซึ่งอาจเกี่ยวกับการทำงานทางเคมีในเซลล์สมอง เวลาที่เราตื่นนั้นสารตัวนี้จะทำงานมากขึ้น และจะลดลงในขณะที่หลับ
สำหรับเรื่องการฝันนั้นผมจะไม่ขอพูดถึงเพราะเป็นอะไรที่ยาวมาก และแน่นอนน่าสนุกมากเช่นกัน เพื่อนๆ ที่สนใจลองไปหาอ่านตามห้องสมุดดูนะครับ หรือ search หาเอาตามเนทก็ได้ Dream Theory เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากๆ ซิกมันด์ ฟรอยด์ เป็นผู้ที่ใช้แนวคิดนี้ในเชิงจิตวิทยา
สุดท้ายนี้ฝากเอาไว้ : ระยะเวลาที่จำเป็นต่อการนอนหลับพักผ่อนนั้นแตกต่างกันตามอายุ เช่นเด็กแรกเกิด ต้องนอนถึง 20 ชั่วโมง พอ 4 ขวบ ก็เหลือ 12 ชั่วโมง 10 ขวบ เหลือ 10 ชั่วโมง และเข้าสู่วัยโตก็จะเหลือเพียง 8 - 6 ชั่วโมง
วิธีที่ทำให้เรานอนได้สบายๆ :
1. ออกกำลังกายซะบ้าง
2. อย่าแดร๊กกาแฟ หรือเครื่องดืมที่มีสารคาเฟอีน
3. อย่าซดเหล้าก่อนนอน เพราะมันจะไปรบกวนสมองตอนเรานอน
4. นอน และ ตื่นให้สม่ำเสมอ ทั้งวันธรรมดา และวันหยุดเสาร์ - อาทิตย์ (ที่ผมทำไม่ได้)
โรคนอนไม่หลับนั้นไม่มี แต่เป็นเราเองต่างหากที่นอนไม่หลับ อาจจะเพราะกลุ้ม กระวนกระวาย ไม่สบายใจ ตื่นเต้น หรืออย่าที่ผมเป็นอยู่คือ นิยายของ แดน บราวน์ เค้าวางไม่ลงจริงๆ....

