สัปดาห์หนังสือผ่านพ้นไป หลายคนคงสะใจกับการซื้อหนังสือที่อยากอ่านหลังจากรอคอยมาครึ่งปี ถึงขนาดเอารถเข็นไปใส่กันเลย และสนุกสนานกับการหัวเราะต่อกระซิกกับบรรดาญาติๆ และแฟนๆ โดยที่ไม่ได้สนใจว่า ไอ้ล้อรถของท่านน่ะมันเลื่อนมาทับตีนผม ทำให้ชายหนุ่มตัวเล็กๆ คนหนึ่งสะดุดหน้าแทบฟว่ำ !!! แล้วคุณคิดดูนะครับ ไอ้เจ้าเป้สะพายที่สายมันจะขาดแหล่มิขาดแหล่ของผมมันก็รับน้ำหนักหนังสือที่มันบรรจุอยู่ถึง 12 กิโลกรัม !
คงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ที่จะพูดว่า ยุคนี้เป็นยุคแห่งการแต่งหนังสือ ดารา นักร้อง นางงาม ชาวนา ก็แต่งหนังสือขายกันเป็นว่าเล่น ซึ่งก็นับว่าเป็น output ที่ดีมากของเมืองไทย เพราะการอ่านนำมาซึ่งอาหารสมอง ไม่ใช่อ่านแต่ RO NEWS หรือ หนังสือคู่มือเล่นเกมส์ยังไงให้พ่อด่า อะไรพวกนั้น
(เออ เดี๋ยวนี้เด็กๆ เค้าเรียกพ่อแม่ตัวเองว่า MVP กันแล้วนะ จริงๆ MVP มันย่อมาจาก Most Valued Player ที่ใช้ในวงการ NBA ของ USA นะถ้าผมจำไม่ผิด คือเค้าจะให้รางวัลอันทรงคุณค่านี้กับนักกัฬาของเค้าที่เล่นได้อย่างยอดเยี่ยมน่าประทับใจ แต่บ้านเราใครฆ่าบอสได้เร็วกว่า โกงกว่า ยิ่งใครมีโปรแกรมช่วยหาบอสน่ะ แจ่ม ตัวละครที่ฆ่าบอสในเกมได้เร็วที่สุดก็จะได้ MVP ไป แล้วมันทำให้เกิดการเข้าใจผิด แทนที่จะพูดว่า "ไปล่าบอส" กลับกลายเป็นว่า "ไปล่า MVP" และบอสที่น่ากลัวที่สุดของเด็กๆ ก็คือ พ่อแม่ นั่นเอง ดังนั้น พ่อแม่ของเด็กๆ ทุกคนจึงเป็นบอส MVP)
เมื่อวานผมได้มีโอกาสคุยกับ Chazz (ใครไม่รู้จัก หรือ จำไม่ได้ให้อ่าน Blog ของผมเรื่อง UPO คืออะไร นั่นล่ะครับ อธิบาย + มีรูปประกอบไว้แล้ว) เราคุยกับไปคุยกันมาก็เลยมาถึง ทฤษฏีที่ว่า "มนุษย์เราควรจะมีเวลาให้กับตัวเอง คุยกับตัวเอง ตั้งถามกับตัวเองให้มากขึ้น"
ผมยืนยันทฤษฏีนี้โดยการบอกว่า "เพราะคำตอบของคำถามนั้น ตัวเราเองจะเป็นผู้ตอบได้ดีที่สุดสินะ"
Chazz เลยพูดขึ้นมาว่า "ใช่ เพราะคนเราเป็นกระจก ขอเรียกกระบวนการคิดนี้ว่า Mirror Theory ละกันนะ"
"น่าสนใจ" ผมตอบ "ถ้างั้น chazz เขียนหนังสือออกมาเลย ชื่อประมาณว่า The Mirror Theory : Did human realized themselve? เผื่อว่าจะได้ตำแหน่ง ศาสตราจารย์กับเค้าบ้าง"
ปิ๊ง! สมองผมพลันคิดขึ้นมาได้!
ผมรีบเดินไปที่ห้องสมุดส่วนตัวผม (พูดซะหรู จริงๆ แล้วมันก็คือตู้หนังสือนั่นแหละ) แล้วคุ้ยๆ ค้นๆ เอาหนังสือที่ซื้อๆ มานั่งแยกประเภทดู โอววว.... พอผมจัดการแยกแยะอะไรบางอย่างออกมาจากหนังสือพวกนั้น มันทำให้ผมเข้าใจว่า
แต่งหนังสือยังไงให้ขายดี!!!
สมมตินะครับ ผมมีความคิดเรื่อง สไลม์ หรือ Slime มันคืออะไรก็ไม่รู้ล่ะ แต่ผมอยากเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา ทำอย่างไรผมถึงจะดึงดูดให้คนสนใจได้ เราลองมาดูวิธีการบ๊องๆ ของผมกันนะครับ ;
1. ทำออกมาให้เป็นหนังสือวิชาการ ทันยุค ทันสมัย จับกระแสนักธุรกิจ อาทิเช่น
As The Slime Catched You !!! เมื่อสไลม์ไล่ล่าคุณ!!! หรือ
The End of History and The Last Slime
จุดจบของประวัติศาสตร์ และสไลม์ตัวสุดท้าย!!!
หรือจะเอาให้เป็น (Inter)national BestSeller <<< คำนี้สำคัญมากนะครับ เพราะมันจะช่วยให้หนังสือท่านขายดีขึ้นอีก 85% อาทิเช่น;
The Clash of Slimization !!! เมื่อเกิดการปะทะกันของ สไลมาภิวัฒน์ !!!
หนังสือพวกนี้จะขายดีมากในหมู่นักธุรกิจ นักวิชาการที่ขี้เกียจแปล และนักศึกษาทั้งหลายที่อาจารย์สั่งให้ไปหามาอ่าน (อาจจะเพราะมันเอาไปออกสอบ)
2. หนังสือประเภท Unputdownable วางไม่ลง สืบสะเด็ด ลึกลับซ่อนเงื่อน อีโรติค กามสูตร ฯลฯ อาทิ ;
สิ่งที่ควรจำ ;
1.) คำนิยม
อันนี้สำคัญมากมากครับ ถ้ามีคำนิยมเขียนที่ในหนังสือ หรือที่ปกหลัง มันจะให้หนังสือที่ท่านเขียนออกมานั้นขลังมากขึ้น 99.99% เลยทีเดียว ยกเว้นแต่ว่า... คนอ่านเค้าจะไม่รู้จักคนเขียนคำนิยมนั้น ดังนั้นควรเสาะหาคนเขียนที่คนเค้ารู้จักกันหน่อยละกันนะครับ แต่ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็ควร () วงเล็บไปด้วยว่า มันคือใคร ลองมาดูตัวอย่างกันนะครับ
"เป็นหนังสือที่สไลม์ทุกคนต้องอ่าน"
คุณเทพนม เมืองแมน (ผู้เชี่ยวชาญด้าน UFO)
"ระทึก เร้าใจ ถ้าเอาไปอ่านในห้องน้ำต้องเป็นการเข้าห้องน้ำที่นานที่สุดในประวัติศาสตร์แน่ๆ"
Mr. Pat Rose (ประธานสมาคม RAELIAN แห่งโคโซโว)
"ให้มันได้งี้สิ"
คิม จอง อิล (ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์แห่งเกาหลีเหนือ)
"แม่ม โคตรซ๊าบบบบบ"
ไอ้แหยม (เลขาธิการสมาคมเกรียนแห่งประเทศไทย)
2.) คำโปรย
คำโปรยจะต้อง กระชับ สั้น กระทัดรัด กินใจจำง่าย ติดปาก เมื่อผู้อ่านหยิบหนังสือของท่านขึ้นมาเพื่ออ่าน เค้าจะต้องดูหน้าปกก่อนเป็นอันดับแรก ใส่คำโปรยไว้ที่หน้าปก ก็ได้ หรือหลังปกก็ดี
"หนังสือที่จะทำให้คุณสไลม์ได้อย่างแนว"
"แม้ว่าจะเป็นเพียงสไลม์ แต่ก็สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำได้อย่างสไลมาภิวัฒน์"
"อย่าคิดนะ ว่าไม่สไลม์"
"SEX ไม่สำคัญ ถ้าเราสไลม์"
"แล้วคุณจะรู้ว่า.... คุณก็สไลม์"
3.) อธิบายย่อๆ
จำเป็นมากที่จะต้องเขียนรายละเอียดของหนังสือเอาไว้ที่ปกหลัง เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจถึงตัวตน และเนื้อหาข้างในของหนังสือ แต่คุณไม่ต้องไปบอกเค้าหมดนะ ว่าคนร้ายคือใคร พระเอกตายยังไง อันนั้นเค้าเรียกบ้า มาดูตัวอย่างกันครับ
นิว... เป็นสไลม์ที่เติบโตมาอย่างอัตคัตในดินแดนแห่งเมโสโปเตเมีย วันหนึ่งเขาก็ต้องเข้ามาพบกับ นิว อีกคนหนึ่ง เขาและเธอตกหลุมรักกันและกันอย่างรวดเร็ว วันคือแห่งสีชมพูผ่านไปอย่างเร็วปานพายุเฮอริเคนวิลม่า นิวต้องจากคนรักเขาเพื่อเข้าไปทำงานใน "สไลม์คอร์ป" ยิ่งเขาทำงานมากขึ้นเพื่อที่จะลืมคนที่เขารักมากเท่าไหร่ เขาก็ค้นพบว่า "งาน" ที่เขาทำกับ "คนรัก" ที่เขารู้จักมีส่วนเกี่ยวพันกันอย่างลึกซึ้ง
นิว... ตัดสินใจที่จะลงมือสืบสาวราวเรื่อง ถึงเบื้องหลังของเรื่องนี้ แต่แล้วจู่ๆ วันหนึ่งก็มีผู้ชายคนหนึ่งปรากฏตัวเบื้องหน้าเขาพร้อมกับพูดว่า "ฉันคือพ่อที่แท้จริงของแก"
พบกับเรื่องราวอันแสนเศร้าของสไลม์ผู้บูชาให้กับความรักจนสละได้แม้กระทั่งชีวิตของตัวเองใน The Slime Vinci Code *** อย่าลืมเขียนไปด้วยว่า "จากผู้แต่ง....บลาๆๆๆๆๆ *** <<< มันจะทำให้ดูน่าเชื่อถือมากขึ้น
3. นิยาย fantasy เอาอะไรก็ได้มายำๆ รวมกัน
หนังสือแนวนี้ผมไม่ต้องแนะนำอะไรเลยครับ คุณเริ่มต้นโดยการไปซื้อหนังสือแนว fantasy ขายดีๆ มาซักเล่มหนึ่ง แล้วลองเอามาจินตาการเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาเอง สร้างโลกของตัวเองขึ้นมา พยายามทำตัวเป็นเด็กออธิสติกสัก 5 นาที แล้วจดๆๆๆ สิ่งที่เราสร้างขึ้นมาลงในกระดาษ ที่สำคัญ! อย่าลืมว่านิยายพวกนี้ต้องวางโครงเรื่องให้ยาวววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววมากๆยิ่งมากยิ่งดี แต่ต้องมั่นใจด้วยนะว่าสนุก แล้วก็อย่าลืมวางแผนไว้ด้วยว่า ถ้าขายไม่ดีจะตัดจบยังไง ถ้าเป็นไปได้ทำให้เป็นไตรภาคจะจ๊าบมาก เผื่อมีคนเอาไปทำหนัง
5. How to
หนังสือประเภท ฮาวทู หรือ ทำอย่างไร... หรือ ใครๆ ก็อยากมี... ขายดิบขายดีฉิบหาย ไม่รู้ทำไมคนเราชอบอ่านหนังสือประเภทนี้ สันนิษฐานว่า คงเป็นเพราะขี้เกียจไปนั่งเรียนในห้อง ยังผลให้หนังสือพวกนี้ขายดิบขายดีตามไปด้วย นี่ผมยังไม่รวมไปถึงหนังสืออัตถชีวประวัติอะไรพวกนั้นอีกนะครับ
ทำอย่างไรให้แข็งแกร่งดังสไลม์ !!!
เอาล่ะวันนี้ผมไร้สาระจนสะใจแล้ว... ไว้พบกันใหม่คราวหน้านะครับ ขอให้สนุกกับการเรียน จุ๊กกรู้ววว
รักษาบุญเอาไว้บ้างนะครับ อย่าไปรักษาบาป
รักนะ
R.T.Rising
(ถ้าชื่อท่านมีตัวย่อ จะทำให้หนังสือเล่มนั้นขลังขึ้นอีก!)
edit @ 2005/10/26 20:14:27

