2006/May/13

สวัสดีครับ วันนี้ขอคั่นรายการหน่อยนะครับ

ตอนแรกจะกะตั้งชื่อ entry นี้ว่า "sex บำบัดเพื่อลดปัญหาการเกลียดตัวเอง" ไม่ก็ "มี sex ยังไงให้ไม่เกลียดตัวเอง" แต่ลืมไปว่าผู้อ่านหลายคนไม่ได้มีนิสัยหื่นกามแบบผมเลยตัดตัดมันทิ้งออกไปบ้าง

ทีแรกก็ไม่ได้ตั้งใจจะเขียนเรื่องแบบนี้หรอกครับ มันเครียด แต่เพราะน้องสาวสุดที่รักคนหนึ่งของผมยังไม่เลิกเกลียดตัวเองเสียที เป็นโรคเสพติดความเศร้ามองโลกในแง่ลบมาหลายปีแล้ว

ผมเชื่อว่าหลายคนก็คงเคยมีอาการแบบนี้เหมือนกัน คือเวลาทะเลาะกับคุณพ่อหรือคุณแม่แล้วอยากจะไปกินปลาปักเป้าตายให้มันรู้แล้วรู้รอด เพื่อที่จะกลายมาเป็นผีแล้วมาดูว่าคนข้างหลังเค้าร้องไห้ให้เรา หรือเสียดายที่เราตายไปหรือเปล่า? ทั้งทั้งที่ตัวเองก็ยังไม่รู้เลยว่าตายแล้วจะกลายเป็นผีจริงหรือเปล่า?

ใคร่อยากจะทำเสนอทฤษฏีเกี่ยวกับบุคลิกภาพของมนุษย์ที่นักจิตวิทยานาม Sigmund Freud ได้วิเคราะห์เอาไว้


เท่ห์มะ?

เพราะบุคลิกของมนุษย์เรานั้นมีความหลากหลาย มีความคงที่ และมีความซับซ้อน (Diversity , Consistency and Complexity) ดังนั้นมนุษย์เราจึงมีพฤติกรรมและอารมณ์แตกต่างกันไป ทำให้มนุษย์คนหนึ่งนั้นมีเอกภาพทางลักณษะของบุคลิกที่แสดงออกมา ฟรอยด์ได้ใช้ทฤษฏีจิตวิเคราะห์ของเขาในการวิเคราะห์เรื่องนี้

ทฤษฏีจิตวิเคราะห์ (Freudian Psychoanalysis)

ทฤษฏีนี้รวมไปถึง จิตใต้สำนึก การวิเคราะห์ฟาร์มฝัน หรือกลไกการป้องกันตัว และอื่นอื่นอีกมากมาย image ที่สุดแสนจะแคลสสิคของรูปแบบการวิเคราะห์นี้คือ การทำจิตบำบัดแบบ Free association ซึ่งก็คือการปล่อยให้คนไข้นอนบนเบาะแล้วเล่าเรื่องไปเรื่อยเรื่อย นั่นเอง

โครงสร้างทางบุคลิกภาพตามแนวจิตวิเคราะห์นี้นั้นสามารถแบ่งออกได้สามลักษณะคือ Id , Ego และ Super-Ego โดยที่ทั้งสามจะทำงานร่วมกันไม่แยกจากกัน เป็นพลังผลักดันให้บุคคลมีพฤติกรรมต่างต่าง และหลอมกลายเป็นบุคลิก

Id : แปลว่าสันดาน จบ อ้าว..ก็ได้ก็ได้อธิบายต่ออีกหน่อยก็ได้ Id ก็คือ Instinct หรือสัณชาติญาณนั่นเอง โดยมีรากฐานมาจากความต้องการทางชีววิทยาสองอย่าง หนึ่งคือ ฟาร์มต้องการทางเพศ หรือ SEX และสองคือ ความก้าวร้าว หรือ Aggression โดยที่ทั้งสองอย่างนี้ล้วนแล้วแต่เรียกร้องการตอบสนองทางกายภาพทั้งสิ้น Id จึงได้รับการกล่าวขานว่า เป็น "หลักแห่งความพอใจ" (Pleasure Principle)

Ego :ครับ ใช่ครับ มันคือ
ยี่ห้อ Internet Service provider ยี่ห้อหนึ่งในเมืองไทย

ล้อเล่น

ego คือพลังที่พัฒนามาจากการเรียนรู้ในโลกแห่งฟาร์มเป็นจริง ตั้งแต่วัยเด็กเลยนะครับ และ ego นี้เองที่เป็นตัวผลักดันให้ id และ super-ego อยู่ในภาวะสมดุล และเนื่องด้วย ego เป็นพลักแห่งหลักเหตุผลและข้อเท็จจริง จึงได้รับการกล่าวขานว่าเป็น "หลักแห่งความเป็นจริง" พฤติกรรมที่เกิดจากแรงผลักดันของ ego จะทำให้เกิดพฤติกรรมในลักษณะที่เป็นเหตุเป็นผลและสังคมยอมรับ

Super-Ego : คือ Ego ที่ใหญ่มากมาก..... ครับๆ ไม่ล้อเล่นแล้วครับ super-ego คือพลังที่เรียนรู้มาจากสังคมและวัฒนธรรมที่บุคลนั้นนั้นได้รับอิทธิพล ตั้งแต่ 2-3 ขวบปีแรก super-ego คือหลักแห่งศีลธรรมจรรยา รู้จักผิดชอบชั่วดี

ทั้งสามจะทำงานร่วมกันไม่แยกจากกัน ถ้าพลังใดมีอิทธิพลมากที่สุด บุคลก็จะมีบุคลิกโน้มเอียงไปทางนั้น

กลไกการป้องกันตนเอง (Defense Mechanism)

ในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น id , ego และ super-ego นั้นไม่ได้ทำงานกันอย่างสมดุลเสมอไป บ่อยครั้งที่ทั้งสามเกิดความขัดแย้งกันเอง ก่อให้บุคลเกิดอาการกังวลและความเครียด ต่อมาก็จะเป็นอาการฟุ้งซ่าน สับสน กลุ้มใจ ความดันเลือดสูง ใจเต้นรัวเร็ว และ...เกลียดตัวเอง ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดระดับฟาร์มกังวลที่มากเกินไป Ego จึงสร้างระบบกลไกเพื่อป้องกันตนเองขึ้นมา เพื่อลดระดับความกังวลนั้น ดังต่อไปนี้

1. การหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง (Retionalization)

Alpha_Binary : เฮ้ เอส...ทำไมพักนี้แก encode ห่วยยังกับ
Killshok เลยวะ
S-Diox : ไม่หรอก...
Vdub มันห่วยน่ะ ว่าจะไปถอย Powerbook มา encode

2. การปฏิเสธ (Denial)

HyperLH : จากการวิเคาะวิทุบวิตี พบว่าคุณเป็นโรคริดสีดวงทวาร คาดว่าสาเหตุน่าจะมาจาก สูบบุหรี่มากเกินไป
Orechan : เฮ้ยหมอ อย่ามาว่าน้องบุหรี่ผมนะ ผมว่าเป็นเพราะผมสูบบุรุษมากไปต่างหากล่ะ!

3. การซัดทอด (Projection)

S-Diox : ที่ผมไม่ได้เป็น Lead Encoder ของ Akai ก็เพราะลุงเซินเป็นเกย์นั่นแหละ ไม่ใช่ฟาร์มผิดผมโว้ย

4. การแสดงปฏิกิริยาแกล้งทำ (Reaction Formation)

KnightBaron : เอส...ผมทำ Karaoke ท่อนนี้ไม่ได้อ่ะ..ทำไงดี
S-Diox : โถ..ลูกแกะหลงทางเอ้ย.. ใช้ textsub สิมาม๊ะพี่จะสอน
(ในใจ) : ไอ้ชะมด...ยังกะกรูว่างงั้นแหละ... มีนัดต้องไปเล่น World Worm Party นะโว้ย

5. การสับที่ (Displacement)

Maxzerker : โว้ยยยยยย ลง Windows Vista ไม่ได้โว้ยยยย animalllll เอ้ยยยยย แมร่งจะไปด่าคนขายก็ไม่ได้ พวกมันเยอะ... คืนนี้ไปอัดตรูดลุงเดดีกว่า..

6. การทดแทน (Sublimation)

(ใช้กับแรงผลักดันทางเพศ ลักษณะคล้ายๆ กับการ สับที่)

Admod : เฮ้อ..อยากปล้ำน้องแอร์หว่ะ... ไม่เอาดีกว่า...วันนี้ไม่ตีหม้อแต่ไปตีแบทกับเอสดีฟ่า

7. การเก็บกด (Repression)

อันนี้แหละ..ที่จะนำไปสู่อาการเกลียดตัวเอง เพราะคนเราจะไม่สามารถระบายและแสดงออกมาซึ่งความเศร้าและความกังวลได้ โดยจะกักเก็บมันเอาไว้ในระดับจิตใต้สำนึก และเมื่อเขื่อนแตกเมื่อไหร่ อาจจะตามมาซึ่งการปาดข้อมือฆ่าตัวตาย หรือให้ S-Diox อัดตูดจนตายได้...น่ากลัวจริงจริง..

สาเหตุที่คนเราไม่ควรเกลียดตัวเอง

- เพราะเรายังต้องแบ่งบันไปเกลียดพวกนักการเมืองคอรัปชั่นบางคนที่แดกเงินภาษีอันน้อยนิดของเราอย่างโจ่งแจ้งและโจ๋งครึ่ม

- เพราะจะทำให้ตีนกาขึ้นเร็วกว่าปรกติ

- เพราะจะทำให้ไม่มีใครกล้าเข้ามาจีบ ... ก็วันวันทูทรี เอาแต่ทำหน้าบึ้ง

- เพราะอัตราการฆ่าตัวตายมันสูงแล้ว...อย่าไปเพิ่มให้เค้าเลย เปลี่ยนเป็นลดดีกว่า ทีลดราคาล่ะชอบนัก

- เพราะการเกลียดตัวเองทำให้เวลามี sex แล้วจะไม่สนุกนะ!

- สุดท้าย เพราะยังมีคนที่รักคุณอยู่นะ รักเขาและคนอื่นๆ ที่อยู่ๆรอบๆ ตัวคุณบ้าง อย่าเอาแต่เกลียดตัวเองนะ ยังไงก็ยังมีผมอยู่ทั้งคน!!!

ด้วยรักและถั่วลันเตา
RT.Rising



เอกสารอ้างอิง ท่านสามารถอ่านศึกษาเรื่อง Defense Mechanism เพิ่มเติมได้ตาม links ข้างล่างครับ

http://www.ship.edu/~cgboeree/freud.html

http://en.wikipedia.org/wiki/Sigmund_Freud

http://www.rider.edu/suler/defenses.html

http://www.planetpsych.com/zPsychology_101/defense_mechanisms.htm

2006/May/06

สวัสดีครับ

อากาศร้อนซะจนพัดลมที่พัดมันยังจะเอาลมร้อนย้อนกลับมาเลย ไอติมละลายเร็วกว่าเดิม 38 เท่า เครื่อง PC และ NB ของผมครวญครางแข่งกับเสียงเครื่องปรับอากาศที่กระหึ่มก้องเหมือนมันจะประท้วงว่า Intel ทำไมไม่ยอมพัฒนาระบบ heat sink ให้มันดีกว่านี้ (ไม่ได้หมายฟาร์มว่า AMD ทำดีกว่านะคร้าบ..)

ร้อนร้อนแบบนี้อันดับแรกที่ผมนึกขึ้นได้ก็คือน้ำแข็งไส!

ครับ และด้วยเหตุนี้เอง ผมก็ได้ฤกษ์เขียนเรื่องงานวัดเสียที (เสียดายไม่มีรูปถ่ายเพราะช่วงนี้ไม่ค่อยได้ไป)

อย่างที่ผมบอกไปเมื่อคราวที่แล้วว่า หนุ่มลูกทุ่งจำเป็นต้องแต่งเนื้อแต่งตัวให้เหมาะสมก่อนที่จะออกไปเที่ยวงานวัด และควรไปเป็นกลุ่มเนื่องจากจะได้แซวสาวๆ ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย

งานวัดนั้นแบ่งออกได้เป็นหลายประเภท เช่น งานประจำปี งานหน้าหนาว งานฉลองช่อฟ้า งานผ้าป่า งานกฐิน งานวันลอยกระทง ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็จะเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของศาสนาเสียส่วนใหญ่

ว่ากันว่า คำว่า บวร ที่แปลว่า ดี นั้น มาจากคำว่า
บ้าน วัด และโรงเรียน

คนนอกเมืองอย่างเราๆ เวลามีงานเทศกาลแบบนี้แน่นอนว่าจะต้องไม่เสียโอกาสพลาดมันไปแน่ๆ เพราะนอกจากจะได้นำเงินเข้าวัดแล้ว ยังได้สนุกสนานไปกับการละเล่นต่างๆ อีกมากมาย อาทิ ;

สาวน้อยตกน้ำ
สาวน้อยตกน้ำเป็นการระบายความเครียดที่ดีมาก เพราะเท่าที่เล่นมามันยังไม่กล้าเอาสาวน้อยน่ารักๆ มานั่งกันให้ปาลูกบอลใส่เลย คนปาอาจจะเป็นคนที่เก็บกดความเครียดมาจากการโดนป้าข้างบ้านด่าข้อหาหมาที่เลี้ยงไว้ไปขี้ใส่กระถางต้นไม้บ้านเขา หรืออาจจะเป็นไอ้หนุ่มอกหักรักคุดเพิ่งโดนสาวทิ้งมาก็เป็นได้ ผมเคยไปเล่นไอ้เกมนี้ที่มหาลัยตอนมีงานลอยกระทง แต่เค้าประยุกต์เป็นเอาเต้าหู้ให้เฟี้ยงใส่หนุ่มที่ยืนล่อนจ้อนใส่กุงเกงลิงตัวเดียวแทน มาเลยครับ...มากันเป็นกลุ่ม ไม่รู้มันไปเครียดมาจากคลาสไหน มาถึงพี่ยื่นแบงค์ร้อย เหมายกขัน แล้วระดมปาๆๆๆๆ ใส่เป้ากันอย่างบ้าคลั่ง พอไอ้หนุ่มที่โดนปาป้ายเต้าหู้ออกจากหน้า ปรากฏว่าเป็นพี่ร่วมคณะของไอ้คนที่มาปา ... ผลเหรอครับ.. ไม่ครับไม่มีฟาร์มรุนแรง... เพียงแต่สายตาที่พี่เค้ามองลงมามันอ่านได้นัยๆ ว่า "พรุ่งนี้ มึงขี้ราดแน่แน่"

หนูนาพาโชค
เล่นกันตอนลมหนาวโบกโบย หนูนาพาโชคจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีพิธีกร / โฆษกสนามที่มีฝีปากจัดจ้าน สามารถเชียร์แขกให้เข้ามาเล่นได้อย่างไม่ขาดสาย ห้ามหยุดพูด โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนเค้าปลอยหนูออกจากปี๊บ อ้อ ลืมอธิบายวิธีเล่น คือนึกสภาพลานดินโล่งๆ แล้วเอาโต๊ะนักเรียนจากโรงเรียนวัดแถวนั้นมาล้อมกันเป็นวงกลมนะครับ เอาไม้กระดานมาล้อมต่อเป็นกำแพง ใช้โต๊ะเป็นตัวกั้นไม่ให้ไม้มันล้มลงมา เท่านี้เราก็ได้โคลอสเซี่ยมย่อมๆ หนึ่งหลัง ตรงกลางมีปี๊บครอบหนูเอาไว้ ด้านบนใช้เชือกขึงเพื่อดึงออกสีเวลาจะปล่อยหนู ข้างล่างเจาะรูที่ไม้กระดาน แล้วเอาท่อ PVC (ท่อสีฟ้าๆ ที่เราใช้ทำก๊อกน้ำนั่นแหละ) ยัดใส่ลงไป เขียนหมายเลขกำกับรูเอาไว้ พอได้เวลาก็จะมีเด็กเดินป้ายเอาป้ายสีขาวๆ เขียนเลขตามรูสีแดงๆ เดินมาจาก แผ่นละ 10 - 20 บาท ก็ว่ากันไป พอพิธีกรสั่งดึงปี๊บก็จะประกศว่า รอบนี้ของรางวัลเป็นอะไร...

"เอ้าๆๆๆๆ จะเปิดแล้วนะ จะเปิดแล้วนา มองซ้ายมองขวายังมีใครจะซื้ออีกมั้ย หมดรึยังหมดรึยัง เอ้าไม่พอใจ แถมเบียร์ไปอีกหนึ่งขวดดดดดดดด เอาๆๆๆๆ เอ้า เปิดปี๊บบบบบบบ อ้าวๆๆ ไม่ยอมไป ไอ้บุญเจิดไม่ยอมไป เฮ้ยใครก็ได้เอาไม้ไปแหย่มันดิ๊ เออๆๆๆ ไปแล้ว วิ่งแล้วววววโว้ยยยยย ไปไหนๆๆๆๆ สิบสองๆๆๆ ไม่ใช่ๆๆๆไปสิบสามแล้ว โอเช สิบสี่ได้ปายยยยย เอ้าไอ้หนุ่มมึงวิ่งเอาเบียร์ไปให้ยายแกหน่อยดิ๊ ยายกินไม่ได้ก็เอาไปให้หลานนะยายนะ"

เป็นกอบเป็นกำ... ปัจจุบัน หาเกมนี้ยากแล้วเพราะทางการเค้าบอกว่ามันเป็นการทารุณสัตว์

ยิงเป้า
มีหลากหลายประเภทมากมาก ไม่ว่าจะเป็นปืนลมที่เอาไว้ทดสอบฟาร์มแม่น เป้าจะเป็นเป้ากระดาษที่สามารถเอาไปอวดแฟนได้ แบบนี้จะไม่มีรางวัลให้ แต่ถ้าอยากได้แบบที่มีรางวัล คุณจะต้องไปยิงไอ้ที่มันเป็นแถวยาวๆ มีอุปกรณ์พ่วงห้อยระโยงระยางตรึมๆ มีตุ๊กตาวางเป็นแนวสุดลูกหูลูกตา แล้วก็ต้องมีคิงคองตีฉาบ และก๊อดซิลล่าต่อยกับอัลตราแมน ยิงแท่นล้มปั๊บ มันก็จะร้องแฮร่ๆๆๆๆ แล้วก็ขยับมือไปมา ปืนที่ใช้ก็จะออกแบบมาคล้ายๆ ลูกซอง ใส่ตัวจุ๊บสีแดงๆ ห้านัดยี่สิบหรือแล้วแต่ร้านนั้นๆ บางร้านยิงล้มเค้าก็ให้ของไปเลย บางร้านทำเนียนไม่ให้ก็มี

รำวง
อันนี้เป็นที่ตื่นตาตืนใจผมมากมาก เพราะนางรำแต่ละคนแต่งตัวได้สุดยอดมากมาก แบบว่า โอย....โชว์สัดส่วนกันพริ้งพราย ขาวแบบเน้นเน้น สะโพกตูมตูม หน้าอกหน้าใจคับปริ แถมเพลงก็มันส์พะยะค่ะ รำกันจนเพลิน ... เพลินจนลืมดูไปว่านางรำน่ะ...กระเทยยกวง

สอยดาว
ชื่อมันคือสอยดาว แต่มันให้เราเอาสวิงไปงมกระปุกใส่ยาทาฝ้าในสระน้ำ แล้วใครที่เคยเชื่อว่าต้องเป็นสาวดอยถึงจะไปสอยดาวได้เปลี่ยนฟาร์มคิดนั่นซะนะครับ ชาวนาและนักการเมืองก็ไปสอยดาวได้ จ่ายเงินเพื่อซื้อบัตรแล้วท่านก็จะได้รับสวิงมาช้อนโชคช้อนลาภ จ่ายไป 10 บาทได้สอย 1 ที เปิดกระปุกออกมา! รับไปเลยน้ำเปล่าขวดเล็ก 1 ขวด ...!!!

ลิเก
โอยขาดไม่ได้ ถ้าขาดถือว่างานวัดนั้นไม่สมบูรณ์ จะต้องมีคุณป้าคุณย่าและแม่ยก (เป็นอาชีพที่ร่ำรวยมาก เอาเงินแจกชาวบ้านได้ไม่สะเทือน) ปูเสื่อรอกันที่หน้าเวที ผมเคยไปรอดูอยู่เหมือนกัน จุด Climax ของลิเกคือ ตอนพระนางออกมาจู๋จี๋กัน จะมีการวิ่งเอาพวงมาลัยไปคล้องคอกันอย่างหูดับตับไหม้

"ผมเป็นลิเกคนจน บ้านอยู่ฝั่งธนท่าพระ
ผมเป็นลิเกนะจ๊ะ บ้านอยู่ท่าพระฝั่งธน
ผมเป็นลิเกคนจน บ้านอยู่ฝั่งธนท่าพระ
ผมเป็นลิเกนะจ๊ะ บ้านอยู่ท่าพระฝั่งธน
ผมเป็นลิเก... พอเหอะ"

ส่วนที่เหลืออื่นๆ ก็ เมียงู ผีปอบ บลาๆๆๆๆๆ

ไว้มาต่อคราวหน้าเรื่อง lifestyle และของกิน แบฉบับลูกทุ่งกันดีกว่าครับ


วันนี้ เอนแมน และ เอนหอย โทรมาหา (เอน = engineer เรียกตอนอยู่บริษัทสั้นดี) เอนแมนบอกว่า Blog ผมอ่านแล้วฮาดี วันนี้เขียนให้ฮาหน่อยนะ แหม..แต่วันนี้มันไม่ค่อยฮาอ่ะดิเอนแมน.. เอ้า เอาซะหน่อยก็ได้ เดี่ยวจะหาว่าเพื่อนไม่จัดให้

เรื่องของเรื่องมันก็คือว่า เวปบอร์ดวิศวะที่ธรรมศาสตร์ก็จะมีคนชอบไปเขียนเรื่อง Football กันให้เกลื่อน เอนแมน เชียร์แมนยู (มันบอกว่าชื่อมันก็บ่งบอกอยู่แล้วว่าเชียร์ทีมอะไร)เลยไป post กระทู้แจมชาวบ้านเค้าไปทั่ว มีอยู่วันนึง มันจะไป post เป็ดห่านอะไรของมันก็ไม่รู้ ผมนั่งมองอยู่ (เพราะมันใช้คอมห้องผม เนทห้องผม เป็นเพื่อนที่ดีจริงจริง) มันตั้งใจจะเขียนว่า Man U คืนนี้ เต็มเหนี่ยวอ่ะ เลยพิมพ์ๆ ต๊อกๆ แต๊กๆ ลงไป พอเสร็จแล้วก็หัวเราะหึหึ ผมหันไปมอง เท่านั้นแหละ ตกเตียงไปชำก๊ากเลย โคตรพ่อโคตรแม่เฟล ให้คะแนนเฟล 10/10 ไปเลย

มันเขียนว่า

Man U Fool สัดอ่ะ !

โอย...อย่างฮา


ด้วยรักและฟักทอง
RT.Rising



2006/Apr/25

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน

นี่ก็เลยล่วงเทศกาลสงกรานต์ไปหลายวันแล้ว ขอโอกาสนี้อวยพรย้อนหลัง ให้ทุกท่านมีความสุขสมหวัง สุขภาพร่างกายแข็งแรง และร่ำรวยทั้งเงินทอง ชื่อเสียง และความรักนะครับ

ท๊อป (ต้องสะกดด้วยไม้ตรีเท่านั้น ถึงแม้ศาสตราจารย์ด้านภาษาไทยบางท่านจะเถียงคอเป็นเอ็นจิเนียร์ว่าภาษาต่างประเทศต้องสะกดด้วยไม้ไต่คู้เท่านั้น แต่เนื่องจากผมน่ารักปัญหาข้างต้นย่อมตกไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง) หายหน้าหายตาไปนานไม่ได้ไปศัลยกรรมใบหน้าอย่างที่แหล่งข่าวผิดๆ รายงาน แต่เนื่องจากติดลมรัก.. แฮะแฮะ ลมร้อน ที่บ้านเกิดครับ จังหวะนี้เลยได้มีโอกาสกลับบ้านนอกอีกครั้ง พอสายลมพัดเอาไอดินและกลิ่นหญ้าที่หลงเหลือจากฝนมหาสงกรานต์โชยมามิกซ์กับกลิ่นลังโคม มิราคุลุ(อ่านออกเสียงแบบญี่ปุ่น) ของสาวบ้านนอกแต่เทิร์นโอเวอร์ไปเรียนในกรุง ผมก็พลันนึกถึงเทศกาลงานวัดในสมัยเด็กๆ ที่ชอบไปเล่นขึ้นมาได้ทันที

สมัยก่อนงานวัดเป็นอะไรที่จู้วฮุ๊กกรู้ว* มากมาก (คาดว่า จู้ว มีรากศัพท์มาจาก Joy ที่แปลว่าความสนุกสนามในภาษาตะวันตก ส่วน ฮุ๊กกรู้ว น่าจะมาจาก Hacking ที่แปลว่าเจาะ เอามารวมกันเป็น เจาะความสนุกสนานบานตะไทหัวใจเบิกบาน เรียกย่อๆ ว่า "หนุก" เพราะฉะนั้น งานวัดจึงเป็นอะไรที่หนุกมากมากนั่นเอง) ไม่แน่ใจว่าสมัยแอตแลนติส , พระเจ้าเหา เดอะ เกรท หรือว่า คิงโปเกม่อน เฮ้ย โซโลม่อน จะมีงานวัดหรือยัง แต่ที่แน่ๆ Google ไม่สามารถให้คำตอบผมได้

ที่บ้านนอกเราไม่มีห้องบอลรูม บาสรูม ฮอคกี้รูม หรือยิมนาสสะติ๊กรูมแบบในเมืองกรุง ที่เรามีคือ คันนา ปลักโคลน คลองชลประทาน และงานวัด

ชุดที่ไอ้หนุ่มริจะใส่ไปจีบแม่ค้าขายกล้วยทอดจะเป็นแสตนดาร์ดมากมาก เรียกได้ว่าผ่าน มลท. 8000 เรียบร้อยแล้ว (มาตรฐานการแต่งกายลูกทุ่งไทย , TLS 8000 : Thailand Luketoong Standard 8000) การแต่งกายของลูกทุ่งตามมาตรฐาน มลท. 8000 ก็คือ

1. เสื้อเชิ้ตผ้าเนื้อบาง ปล่อยชาย สีบังคับคือสีแดง เหลือง เขียว ไม่อนุญาตให้สะท้อนแสง เพราะถ้าสะท้อนแสงจะเป็น เสี่ยวเมืองกรุง แทน ลายจะต้องเป็นลายดอกไม้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลายดอกชบา (ทางการกำหนดไว้ว่าห้ามใช้สีทองกับลายดอก เพราะจะทำให้เกิดคดีหมิ่นประมาทตามมา) เลื้อยพันไปทั่วร่างกาย อนุโลมลายกนก ลายลุ๊กแก และลอดลายมังกร

2. กางเกงจะต้องเป็นยีนส์ริมแดง ริมทาง หรือ ริมเถาหญ้านาง ขาเดฟ ย้ำ! ขาเดฟเท่านั้น!!! ถ้าขาไม่เดฟ ก็ต้องไปทำให้เดฟให้ได้ จะไปเอาหนังสติ๊กหรือหนังยางผูกให้มันเดฟก็ได้แล้วแต่ถนัด

3.รองเท้า ห้ามแตะ! ห้ามคีบ! จะต้องเป็นรองเท้าคอนเวอร์สออลสตาร์ สีดำเท่านั้น!!! งานใหญ่ๆ แบบนี้ห้ามใส่รองเท้าแตะไป เพราะจะทำให้ดูโลโซขึ้นมาทันที

4. แป้ง ปะแป้งที่หน้าก่อนไป ห้ามปะสด ปะแห้ง จะต้องเอาน้ำลูบหน้าก่อนปะแป้ง ยิ่งรอยนิ้วมือเด่นเท่าไหร่ยิ่งเท่ห์เท่านั้น ผู้หญิงบางคนจะชอบ เธอบอกว่าเหมือนหนวดแมว เมี๊ยววววว!!!

ถ้าคุณจะไปงานวัดเพื่อจีบหญิงโดยเฉพาะ อย่าลืมเหน็บหวีไปที่กระเป๋ากางเกงด้านขวามือให้ปลายหวีโผล่ออกมาซัก 3 cm ด้วย ถ้าที่บ้านใครปลูกต้นจำปาหรือจำปี ให้เด็ดดอกมันห่อกระดาษทิชชู่เอาไว้พอกลิ่มหอมๆ แล้วพกติดกระเป๋าไปด้วย พอไปถึงเจอหวานใจก็ค่อยยื่นให้พร้อมกับถ้อยคำเสี่ยวๆ ที่สร้างสรรค์เอาไว้เมื่อคืน ผมจะลองยกตัวอย่างให้ดูเป็นวิทยาทาน ;

"เรียมคิดถึงแม่บานเย็นเหลือเกิน... ดอกไม้นี่เรียมรดน้ำด้วยน้ำจากใจเรียมทุกวัน หวังว่าแม่บานเย็นคงเก็บไปทัดหูแทนใจ แม้ยามห่างไกลแต่ใจยังอยู่ใกล้ๆ สายลมพัดมาเมื่อไหร่ให้ดอกจำปีนี้แทนคำคิดถึงของเรียมมายังแม่บานเย็นทุกเพลานะจ๊ะ"

หรือ

"อีฝ้าย... พี่ขวัญคิดถึงเอ็งเหลือเกิน ดอกจำปีนี้พี่ไปเด็ดมาจากบ้านไอ้ยอด ฝ่าดงหมาที่มันเฝ้าบ้านอยู่หลายสิบตัว แต่พี่ไม่เกรงหรอก เพราะพี่มีเอ็งอยู่ในใจ หมากัดนะพรุ่งนี้ก็หาย แต่ถ้าดอกไม้น่ะถ้าไม่ได้เอามาให้เอ็งวันนี้ พรุ่งนี้พี่ก็คงเหี่ยวตายเหมือนดอกจำปีที่ไม่มีเจ้าของ"

ประมาณนั้น...

หนุ่มลูกทุ่งเวลาจะไปขอความรักกับผู้สาว ต้องแห่กันไปเป็นกลุ่ม ประมาณว่าพวกมากลากไป การไปเป็นกลุ่มจะทำให้เกิดผลดีอย่างนึงก็คือ ผู้สาวจะเขินอายและไม่กล้าที่จะปฏิเสธของกำนัลที่ชายเอาไปให้มากนัก จากประสบการณ์ตรง ปล่าว.. ผมไม่ได้ไปจีบใครนะ ผมแค่ยืนซื้อขนมไข่แย้แถวๆ นั้นแล้วหันไปเจอพอดี

เหตุการณ์ : ตลาดสดตอนกลางวัน

บรืนๆๆๆ เอี๊ยด... เสียงมอเตอร์ไซค์ลเบรกดังสนั่น ขจรประ... อุ๊บส์.. จอดข้างๆ รถขายขนมครก ผู้ชายสามสี่คนทำหน้ายิ้มกระลิ้มกระเหลี่ยเดินลงมาเอาดอกกุหลาบแดงแฝงความนัยวางลงข้างๆ ครกทำขนมครก แม่ค้าสาวยิ้มอายๆ... พลางหยิบดอกไม้ขึ้นมาดม

"ชอบมั้ยจ๊ะ" ไอ้หนุ่มถามเสียงดังแข่งกับเสียงตะโกนแซวของก๊วนโจ๋ที่ห้อยท้ายมาด้วย
"หอมดีจ๊ะ พี่...ไปซื้อมาจากไหนจ๊ะ"
"เก็บมาจากงานเลี้ยงโต๊ะจีนผู้ใหญ่บ้า... ง่า ซื้อมาจากร้านในเมืองน่ะจ๊ะ เค้าว่าผู้หญิงสวย ก็เหมาะกับดอกไม้งามเมื่อยามขวานบิ่น"
"สำนวนพี่ฟังดูทะแม่งๆ.."
"เพราะพี่เขินน่ะ"
แม้ค้าขนมครกหน้าแดงเป็นตูดชิมแปนซี
"คืนนี้ไปเที่ยวงานวัดด้วยกันนะจ๊ะ"
"จ๊ะ"
"ยะฮู้ววว" ไอ้หนุ่มตะโกนเสียงดัง
"อะไรนะจ๊ะ?"
"อ้อ.. พี่บอกว่า ไอเลิฟยูวจ๊ะ"




ว่าจะเขียนเรื่องงานวัด และรายละเอียดภายในงาน แต่ตอนนี้เริ่มรู้สึกว่าบ้าพลังเขียนไปเยอะแล้ว เดี๋ยวท่านผู้อ่านจะเบื่อกันเสียก่อน เลยขอหยุดย้อนเวลาเอาไว้แค่นี้ก่อน ตอนหน้าค่อยพบกันใหม่ หวังว่าคงติดตามกันต่อไป ด้วยใจระทึกนะครับ

ด้วยรักและแกงเลียง
RT.Rising









Rising-Top
View full profile